ใครออกเดทกับ บาร์บารา พาล์มเมอร์?
จอห์น เชอร์ชิลล์ ดยุคแห่งมาร์ลบะระห์ที่ 1 วันที่ บาร์บารา พาล์มเมอร์ จาก ? ถึง ?. ช่องว่างอายุ 9 ปี 6 เดือน 9 วัน.
พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ วันที่ บาร์บารา พาล์มเมอร์ จาก ถึง . ช่องว่างอายุ 10 ปี 5 เดือน 19 วัน.
บาร์บารา พาล์มเมอร์
บาร์บารา พาล์มเมอร์ ดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์ที่ 1 (22 พฤษภาคม พ.ศ. 2184- 9 ตุลาคม พ.ศ. 2252) เป็นพระสนมเอกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ บาร์บารามีบทบาทในราชสำนักมากมาย เธอดกิดในตระกูลผู้ดี บิดาของเธอเสียชีวิตในสนามรบ ทำให้เธอและมารดามีฐานะลำบากยากจน บาร์บารามีรูปโฉมงดงามแต่เธอกลับพลาดหวังจากคนที่รักเนื่องด้วยฐานะทางครอบครัว จนเธอได้มาพบกับ โรเจอร์ พาล์มเมอร์ เธอหวังที่จะได้แต่งงานกับเขา แต่พอแม่ของโรเจอร์ได้ขัดขวางเนื่องจากคนอย่างบาร์บาราต้องเห็นเงินสำคัญกว่าลูกชายตนเองเป็นแน่ แต่อย่างไรก็ตามบาร์บาราและโรเจอร์ก็ได้แต่งงานกันในที่สุด
บาร์บารามีอายุ 19 ปี เธอเป็นสาวน้อยผู้งดงามเป็นอย่างยิ่ง เธอได้เป็นสนมของพระเจ้าชาร์ลส์ทั้งที่มีสามีอยู่แล้ว 9 เดือนหลังจากนั้น บาร์บาราก็มีลูกสาวคนแรกชื่อ แอนน์ เลนนาร์ด ต่อมาเธอกมีลูกสาวคนที่ 2 ชื่อ ชาร์ลอต หลังจากนั้น โรเจอร์และบาร์บาราก็ได้แยกกันอยู่ แต่ทั้งสองก็ยังออกงานร่วมกันทั้ง ๆ ที่บาร์บาราเป็นสนมอยู่ในราชสำนักอย่าเปิดเผย บาร์บาราเป็นคนโปรดของพระเจ้าชาร์ลส์ เมื่อพระองค์ทรงครองราชย์แล้วก็โปรดเกล้าฯ ให้โรเจอร์เป็นเอิร์ลแห่งคาเซิลแมน ส่วนบาร์บาราก็เป็นเคานท์เตสหรือเรียกกันทั่วไปว่าเลดี้ มีเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกว่าพระเจ้าชาร์ลส์ทรงตั้งเงื่อนไขว่าลูกที่เกิดจากโรเจอร์กับบาร์บาราเท่านั้นที่จะได้สืบทอดตำแหน่งเอิร์ลแห่งคาเซิลแมน ส่วนลูกที่เกิดจากหญิงอื่นจะไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งได้ ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้นเขาดูกันที่ฝ่ายพ่อไม่ใช้ฝ่ายแม่
ข้อนี้ ทำให้รู้กันทั่วว่า บรรดาศักดิ์ที่พระราชทานให้โรเจอร์เป็นเพียงหัวโขน ที่จริงคือเพื่อทำให้ภรรยาของเขาได้มีคำนำหน้าเป็นผู้ดิบผู้ดีว่าเลดี้คาสเซิลเมน หาใช่ว่าสามีทำความดีงามสมควรได้เกียรติไม่ โรเจอร์ พาล์มเมอร์ รู้เท่า ๆ กับคนอื่นรู้ว่าบรรดาศักดิ์ลอร์ดคาสเซิลเมนคือการประจานให้อับอายมากกว่าเป็นเกียรติยศหน้าตา ตัวเขาเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทำอะไรไม่ได้ เพราะจะลุกขึ้นตัดรอนขอหย่าภรรยา ให้หล่อนหลุดจากตำแหน่งเลดี้ก็ทำไม่ได้ จะขัดขืนพระราชโองการเดี๋ยวก็หัวหลุดจากบ่า เขาก็เลยได้แต่เก็บตัวไม่สุงสิงกับเพื่อนฝูง ไม่เคยเข้าไปนั่งในสภาขุนนางตามสิทธิ์ของเขา จำใจต้องยอมรับฐานะลอร์ดคาสเซิลเมนแบบไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั้น ชะตากรรมแค่นี้ เหมือนกับว่ายังไม่เลวร้ายพอสำหรับโรเจอร์ พาล์มเมอร์ ชายผู้เคราะห์ร้าย เรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกอย่างคือลูกสาวที่คลอดจากบาร์บารา จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกของเขาหรือลูกของพระเจ้าชาร์ลส์กันแน่
โรเจอร์บอกใครต่อใครว่าแม่หนูน้อยเป็นลูกของเขา แต่พระเจ้าชาร์ลส์ก็ทรงแน่พระทัยว่าหนูน้อยเป็นพระธิดาแท้ ๆ ถึงกับพระราชทานนามสกุลให้ว่า ฟิตซ์รอย หมายความง่าย ๆ ว่าลูกหลวง แต่จะเป็นลูกของใครก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์อันน่าพะอืดพะอมนี้ดีขึ้น โรเจอร์ก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนไปวัน ๆ กับเสียงเย้ยหยันรอบทิศ ส่วนชาวบ้านเชื่อกันว่าลูกทุกคนของบาร์บาร่า ที่มีตั้ง 6 คน ไม่ได้เกิดจากลอร์ดคาสเซิลเมน สามีตามกฎหมายของหล่อนสักคนเดียว และซ้ำร้ายกว่านั้นคือ ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าชาร์ลส์พระองค์เดียวอีกด้วย
การแต่งงานในสมัยโบราณ โดยเฉพาะในเจ้านายและผู้ดีมีตระกูล แต่งกันเพราะความเหมาะสมทางหน้าตาและสินสอด น้อยรายจะเป็นเพราะความสมัครใจรักใคร่กันจริง เพราะฉะนั้นเมื่อแต่งกันแล้ว ผู้หญิงมีลูกให้สามีได้แล้ว ถือว่าผลิตทายาทให้เขาตามหน้าที่ ครบถ้วน หลังจากนั้นเธอจะไปทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เพราะตัวสามีเองก็ทำอะไรได้ตามใจชอบมาตั้งแต่แรก ผู้ชายก็ไปมีเมียน้อย เมียเก็บ ผู้หญิงก็ไปมีชู้ ถ้าอยากจะมี เพราะเธอยังสาวอยู่มาก สามีก็รู้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ล้ำเส้นให้เขาลำบากใจ เขาก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ออกงานร่วมกันกับภรรยาไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ชู้นั้นบางทีก็ขุนนางด้วยกันนี่เอง ส่วนลูกที่คลอดออกมา มีพี่เลี้ยงเลี้ยงดู พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง จ้างครูมาสอนที่บ้านเมื่อเติบโตก็ส่งเข้าโรงเรียน
สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ทรงแหวกค่านิยมเดิม ๆ ด้วยการเลือกพระสวามีด้วยความสมัครพระทัย อภิเษกสมรสกันด้วยความรัก ต่างองค์ต่างซื่อสัตย์ต่อกัน เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ตเป็นผู้ที่เคร่งในศีลธรรม ไม่เคยสนพระทัยหญิงอื่นเลย ทั้งสองพระองค์ทรงมีครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นมาก พระราชินีนาถจึงทรงกำหนดระเบียบในราชสำนักเสียใหม่ ให้เลิกเหลวเละกันเสียที ข้าราชสำนักต้องแต่งงาน ไม่ใช่เป็นเพลย์บอย มีเมียเก็บไปวัน ๆ และห้ามมีเรื่องชู้สาว มิฉะนั้นจะต้องถูกปลดออกจากหน้าที่ ผลก็คือราชสำนักของพระราชินีนาถวิกตอเรียได้ชื่อว่ามีระเบียบเรียบร้อยและเคร่งครัด เรื่องนางเล็ก ๆของขุนนางถ้ามีก็ต้องแอบ ๆ กันมิดชิด ห้ามเปิดเผยอย่างสมัยก่อน
แต่พอสิ้นรัชสมัยพระราชินีนาถ พระราชโอรสคือสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษ ก็ทรงกลับไปดำเนินรอยตามแบบเดิม ๆ รอยเดียวกับพระเจ้าชาร์ลส์ เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์อภิเษกกับเจ้าหญิงแคทเธอรีนแห่งโปรตุเกศ ทรงกำหนดตำแหน่ง Lady of the Bedchamber ให้พระสนมเป็นเกียรติยศ ฟังชื่อตำแหน่งเหมือนกับมีหน้าที่ถวายงานรับใช้ ดูแลห้องบรรทมของพระราชินี ความจริงไม่ใช้ ไม่มีหน้าที่รับใช้ใคร เป็นตำแหน่งในฐานะข้าราชสำนักฝ่ายหญิงที่สูงศักดิ์ สำหรับได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างสง่าผ่าเผย
พระราชินีทรงคัดค้าน แต่ไม่สำเร็จ อำนาจของเลดี้คาสเซิลเมนแผ่กว้างอยู่เต็มราชสำนัก ในฐานะคนโปรดของพระราชา หล่อนได้ครองตำแหน่ง Lady of the Bedchamber อย่างเต็มภาคภูมิเพื่อมาร่วมงานพระราชพิธีทุกครั้ง และครองอยู่ยาวนานจนถึงปลายรัชสมัย จนมีกฎหมายออกมา ห้ามผู้นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิครับราชการในตำแหน่งใด ๆ บาร์บาราผู้เป็นโรมันคาทอลิคจึงหลุดจากตำแหน่งไป ในยุคเฟื่องฟู เมื่อต้นรัชกาล บาร์บาราทำอะไรได้ตามใจชอบทุกอย่าง ไม่ว่าออกงานไหนก็แต่งตัวหรูหราอลังการตามแฟชั่นในยุคนั้น ประดับเพชรพลอยแพงลิบ จงใจข่มพระราชินีให้อับรัศมีลงไป ถ้าคราวใดชาร์ลส์ไม่กำนัลเพชรนิลจินดาให้ หล่อนก็ตรงไปที่ร้านเพชร เลือกเอาตามใจชอบแล้วให้พ่อค้าส่งใบเสร็จมาเก็บเงินที่พระราชา พระเจ้าชาร์ลส์ผู้ตามใจพระสนมคนนี้เสมอ ก็ทรงจ่ายพระราชทรัพย์ให้ไม่เคยปริปากบ่น นอกจากจะผลาญพระราชทรัพย์อย่างสนุกมือแล้ว เลดี้คาสเซิลเมนยังทำแสบสันต์ในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น เล่นการพนันหมดเงินทองไปทีละมาก ๆ และรับสินบนใต้โต๊ะเพื่อวิ่งเต้นให้ใครต่อใครได้ตำแหน่งดี ๆ ใครอยากไปเป็นทูตประจำประเทศนั้นประเทศนี้ก็ต้องเอาเงินทองของกำนัลมาประเคนให้หล่อน เพราะหล่อนเป็นคนเดียวที่กราบทูลพระราชาได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของราชการ ปรปักษ์สำคัญของเลดี้คาสเซิลเมนคือเอ็ดเวิร์ด ไฮด์ เอิร์ลแห่งคลาเรนดอน ราชเลขาธิการ และเสนาบดีคลัง
ลอร์ดคลาเรนดอนเป็นผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากมากับพระเจ้าชาร์ลส์สมัยระหกระเหินอยู่นอกอังกฤษ จงรักภักดีกับพระราชาเสมอต้นเสมอปลาย เขามีส่วนช่วยในการบริหารราชการที่สำคัญ ๆ เสมอมาด้วยความภักดีต่อชาร์ลส์ และเห็นพระทัยพระราชินี ลอร์ดคลาเรนดอนจึงทนความหยิ่งผยองเอาแต่ใจของเลดี้คาสเซิลเมนไม่ไหว พยายามคานอำนาจหล่อน แต่ก็โค่นหล่อนไม่ลง ตัวเขาเองกลับเป็นฝ่ายหลุดจากเก้าอี้ไปก่อนเพราะเรื่องทางการเมือง เลดี้คาสเซิลเมนคลอดโอรสธิดานอกกฎหมายคนแล้วคนเล่ากับพระราชา เรื่องนี้เพิ่มพูนอำนาจของหล่อนให้ทวีขึ้นในราชสำนัก แม้ว่าเด็ก ๆ ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า แต่ผู้ชายก็ได้เป็นขุนนาง ผู้หญิงก็เป็นเลดี้ พระราชาเองก็ทรงเอาใจใส่ประทานเกียรติยศเงินทองให้ทุกคน หลายปีต่อมา ทรงเลื่อนหล่อนขึ้นเป็นดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์แต่ผู้เดียว (โดยที่โรเจอร์ไม่ได้เป็นดยุค ยังเป็นลอร์ดคาสเซิลเมนอยู่อย่างเดิม) ลูกชายคนโตของหล่อนก็ได้สืบตำแหน่งขุนนางอันทรงเกียรติ แม้ว่าเป็นลูกนอกกฎหมายของพระราชาก็ตาม
บาร์บารามีวิธีการสติแตกและอาละวาด ขู่เข็ญบังคับพระราชาให้ทรงยอมทุกอย่างที่หล่อนเรียกร้อง แม้แต่พระราชินีก็ไม่อาจจะแตะต้องหล่อนได้ แต่สิ่งเดียวที่บาร์บารากุมอำนาจเหนือพระองค์ไม่ได้คือห้ามมีพระสนมอื่น ๆ แต่พระสนมพวกนั้นก็ไม่มีใครทาบรัศมีหล่อนได้สักคน ในเมื่อชาร์ลส์ก็ยังมีพระสนมใหม่ไม่รู้จบ บาร์บาราก็เลยแก้เผ็ดด้วยการมีชู้หลายต่อหลายคน ตั้งแต่หนุ่มธรรมดาไปจนขุนนางใหญ่น้อย ว่ากันว่าลูกคนสุดท้องของหล่อนก็คือลูกชู้ที่ชื่อจอห์น เชอร์ชิลล์ บาร์บาราได้เงินทองของหลวงมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย หล่อนเอาไปปรนเปรอชู้อีกทีหนึ่ง เรื่องนี้พระราชาเองก็ทรงทราบ แต่ก็ยังจัดการกับหล่อนไม่ได้จนแล้วจนรอด อำนาจของบาร์บาราเริ่มเสื่อมลงพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น ความงามชักโรยรา พระสนมสาวสวยคนใหม่ ๆ เข้ามาเป็นคู่แข่ง เช่น มอล เดวิส และเนล กวินน์ นางละครสาวสวยทั้งคู่ ต่อมาคู่แข่งคนสำคัญ คือนางพระกำนัลของพระราชินีเฮนเรียตตา พระน้องนางของชาร์ลส์ เป็นสาวผู้ดีชาวฝรั่งเศสชื่อหลุยส์ เดอ คารูอาล ก็เข้ามาชิงตำแหน่งพระสนมคนโปรดในราชสำนักไปจนได้
หลังจากครองอำนาจมาร่วม 10 ปี บาร์บาราก็ตกกระป๋อง พระราชาทรงเบื่อหน่ายในตัวหล่อน แต่ก็ทรงทำให้หล่อนพ้นตำแหน่งไปด้วยดี ด้วยการประทานบรรดาศักดิ์ดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์ให้ และมีเบี้ยหวัดประจำปีให้อย่างงาม รายละเอียดในบั้นปลายชีวิตจางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ รู้แต่ว่าหล่อนหอบลูกคนรอง ๆ ถึงคนเล็ก รวมแล้วสี่คนไปพำนักอยู่ในปารีส แต่จะอยู่นานแค่ไหนไม่ทราบ พระเจ้าชาร์ลส์สวรรคตในปี ค.ศ. 1685 โรเจอร์ตายในปี ค.ศ. 1708 พอสามีตายพันธะที่ผูกพันตามกฎหมายก็หมดไป บาร์บาราแต่งงานใหม่ ในวัย 65 แต่ยื่นคำร้องให้เป็นโมฆะ เพราะจับได้ว่าเจ้าบ่าวมีเมียแล้วยังไม่ได้หย่ากัน อีกไม่นาน หล่อนถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1709 ด้วยโรคท้องมาน (Edema or oedema, formerly known as dropsy) เมื่ออายุ 69 ปี
อ่านเพิ่มเติม...จอห์น เชอร์ชิลล์ ดยุคแห่งมาร์ลบะระห์ที่ 1
John Churchill, I duque de Marlborough, I príncipe de Mindelheim, I conde de Nellenburg y príncipe del Sacro Imperio Romano Germánico (Devonshire, Inglaterra, 26 de mayo de 1650-Windsor Lodge, 16 de junio de 1722) fue un militar, estadista y político inglés cuya carrera abarcó el reinado de cinco monarcas ingleses, entre mediados del siglo XVII y principios del siglo XVIII. Fue uno de los más grandes generales de Inglaterra, liderando a los ejércitos británicos y aliados hacia importantes victorias sobre Luis XIV de Francia, durante la guerra de sucesión española, particularmente en Höchstädt (1704), Ramillies (1706) y Oudenaarde (1708).
Estas victorias consolidaron el surgimiento de Gran Bretaña como potencia de primera línea, mientras que su capacidad para mantener la unidad en la conflictiva coalición demostró sus habilidades diplomáticas. Los historiadores militares lo recuerdan a menudo tanto por sus habilidades organizativas y logísticas como por sus habilidades tácticas. Sin embargo, también fue fundamental para alejarse de la estrategia de guerra de asedio que había dominando la guerra de los Nueve Años. Churchill se ganó una reputación en Europa que no tuvo rival hasta el ascenso de Napoleón.
La célebre canción popular Mambrú se fue a la guerra procede de una deformación de la fonética de su título ducal. Fue antepasado del ex primer ministro británico Winston Churchill.
อ่านเพิ่มเติม...บาร์บารา พาล์มเมอร์
พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ
Charles II (29 May 1630 – 6 February 1685) was King of Scotland from 1649 until 1651 and King of England, Scotland, and Ireland from the 1660 Restoration of the monarchy until his death in 1685.
Charles II was the eldest surviving child of Charles I of England, Scotland and Ireland and Henrietta Maria of France. After Charles I's execution at Whitehall on 30 January 1649, at the climax of the English Civil War, the Parliament of Scotland proclaimed Charles II king on 5 February 1649. However, England entered the period known as the English Interregnum or the English Commonwealth with a republican government eventually led by Oliver Cromwell. Cromwell defeated Charles II at the Battle of Worcester on 3 September 1651, and Charles fled to mainland Europe. Cromwell became Lord Protector of England, Scotland and Ireland. Charles spent the next nine years in exile in France, the Dutch Republic and the Spanish Netherlands. A political crisis after Cromwell's death in 1658 resulted in the restoration of the monarchy in 1660, and Charles was invited to return to Britain. On 29 May 1660, his 30th birthday, he was received in London to public acclaim.
Charles's English Parliament enacted the Clarendon Code, to shore up the position of the re-established Church of England. Charles acquiesced to these new laws even though he favoured a policy of religious tolerance. The major foreign policy issue of his early reign was the Second Anglo-Dutch War. In 1670, he entered into the Treaty of Dover, an alliance with his cousin, King Louis XIV of France. Louis agreed to aid him in the Third Anglo-Dutch War and pay him a pension, and Charles secretly promised to convert to Catholicism at an unspecified future date. Charles attempted to introduce religious freedom for Catholics and Protestant dissenters with his 1672 Royal Declaration of Indulgence, but the English Parliament forced him to withdraw it. In 1679, Titus Oates's fabrication of a supposed Popish Plot sparked the Exclusion Crisis when it was revealed that Charles's brother and heir presumptive, James, Duke of York, had become a Catholic. The crisis saw the birth of the pro-exclusion Whig and anti-exclusion Tory parties. Charles sided with the Tories and, after the discovery of the Rye House Plot to murder Charles and James in 1683, some Whig leaders were executed or forced into exile. Charles dissolved the English Parliament in 1681 and ruled alone until his death in 1685.
A patron of the arts and sciences, Charles became known for his affability and friendliness, and for allowing his subjects easy access to his person. But he also showed an almost impenetrable reserve, especially concerning his political agendas. His court gained a reputation for moral laxity. Charles's marriage to Catherine of Braganza produced no surviving children, but the king acknowledged at least 12 illegitimate children by various mistresses. He was succeeded by his brother James.
อ่านเพิ่มเติม...