ใครออกเดทกับ บาร์บารา พาล์มเมอร์?
พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ วันที่ บาร์บารา พาล์มเมอร์ จาก ถึง . ช่องว่างอายุ 10 ปี 5 เดือน 19 วัน.
บาร์บารา พาล์มเมอร์
บาร์บารา พาล์มเมอร์ ดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์ที่ 1 (22 พฤษภาคม พ.ศ. 2184- 9 ตุลาคม พ.ศ. 2252) เป็นพระสนมเอกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ บาร์บารามีบทบาทในราชสำนักมากมาย เธอดกิดในตระกูลผู้ดี บิดาของเธอเสียชีวิตในสนามรบ ทำให้เธอและมารดามีฐานะลำบากยากจน บาร์บารามีรูปโฉมงดงามแต่เธอกลับพลาดหวังจากคนที่รักเนื่องด้วยฐานะทางครอบครัว จนเธอได้มาพบกับ โรเจอร์ พาล์มเมอร์ เธอหวังที่จะได้แต่งงานกับเขา แต่พอแม่ของโรเจอร์ได้ขัดขวางเนื่องจากคนอย่างบาร์บาราต้องเห็นเงินสำคัญกว่าลูกชายตนเองเป็นแน่ แต่อย่างไรก็ตามบาร์บาราและโรเจอร์ก็ได้แต่งงานกันในที่สุด
บาร์บารามีอายุ 19 ปี เธอเป็นสาวน้อยผู้งดงามเป็นอย่างยิ่ง เธอได้เป็นสนมของพระเจ้าชาร์ลส์ทั้งที่มีสามีอยู่แล้ว 9 เดือนหลังจากนั้น บาร์บาราก็มีลูกสาวคนแรกชื่อ แอนน์ เลนนาร์ด ต่อมาเธอกมีลูกสาวคนที่ 2 ชื่อ ชาร์ลอต หลังจากนั้น โรเจอร์และบาร์บาราก็ได้แยกกันอยู่ แต่ทั้งสองก็ยังออกงานร่วมกันทั้ง ๆ ที่บาร์บาราเป็นสนมอยู่ในราชสำนักอย่าเปิดเผย บาร์บาราเป็นคนโปรดของพระเจ้าชาร์ลส์ เมื่อพระองค์ทรงครองราชย์แล้วก็โปรดเกล้าฯ ให้โรเจอร์เป็นเอิร์ลแห่งคาเซิลแมน ส่วนบาร์บาราก็เป็นเคานท์เตสหรือเรียกกันทั่วไปว่าเลดี้ มีเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกว่าพระเจ้าชาร์ลส์ทรงตั้งเงื่อนไขว่าลูกที่เกิดจากโรเจอร์กับบาร์บาราเท่านั้นที่จะได้สืบทอดตำแหน่งเอิร์ลแห่งคาเซิลแมน ส่วนลูกที่เกิดจากหญิงอื่นจะไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งได้ ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้นเขาดูกันที่ฝ่ายพ่อไม่ใช้ฝ่ายแม่
ข้อนี้ ทำให้รู้กันทั่วว่า บรรดาศักดิ์ที่พระราชทานให้โรเจอร์เป็นเพียงหัวโขน ที่จริงคือเพื่อทำให้ภรรยาของเขาได้มีคำนำหน้าเป็นผู้ดิบผู้ดีว่าเลดี้คาสเซิลเมน หาใช่ว่าสามีทำความดีงามสมควรได้เกียรติไม่ โรเจอร์ พาล์มเมอร์ รู้เท่า ๆ กับคนอื่นรู้ว่าบรรดาศักดิ์ลอร์ดคาสเซิลเมนคือการประจานให้อับอายมากกว่าเป็นเกียรติยศหน้าตา ตัวเขาเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทำอะไรไม่ได้ เพราะจะลุกขึ้นตัดรอนขอหย่าภรรยา ให้หล่อนหลุดจากตำแหน่งเลดี้ก็ทำไม่ได้ จะขัดขืนพระราชโองการเดี๋ยวก็หัวหลุดจากบ่า เขาก็เลยได้แต่เก็บตัวไม่สุงสิงกับเพื่อนฝูง ไม่เคยเข้าไปนั่งในสภาขุนนางตามสิทธิ์ของเขา จำใจต้องยอมรับฐานะลอร์ดคาสเซิลเมนแบบไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั้น ชะตากรรมแค่นี้ เหมือนกับว่ายังไม่เลวร้ายพอสำหรับโรเจอร์ พาล์มเมอร์ ชายผู้เคราะห์ร้าย เรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกอย่างคือลูกสาวที่คลอดจากบาร์บารา จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกของเขาหรือลูกของพระเจ้าชาร์ลส์กันแน่
โรเจอร์บอกใครต่อใครว่าแม่หนูน้อยเป็นลูกของเขา แต่พระเจ้าชาร์ลส์ก็ทรงแน่พระทัยว่าหนูน้อยเป็นพระธิดาแท้ ๆ ถึงกับพระราชทานนามสกุลให้ว่า ฟิตซ์รอย หมายความง่าย ๆ ว่าลูกหลวง แต่จะเป็นลูกของใครก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์อันน่าพะอืดพะอมนี้ดีขึ้น โรเจอร์ก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนไปวัน ๆ กับเสียงเย้ยหยันรอบทิศ ส่วนชาวบ้านเชื่อกันว่าลูกทุกคนของบาร์บาร่า ที่มีตั้ง 6 คน ไม่ได้เกิดจากลอร์ดคาสเซิลเมน สามีตามกฎหมายของหล่อนสักคนเดียว และซ้ำร้ายกว่านั้นคือ ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าชาร์ลส์พระองค์เดียวอีกด้วย
การแต่งงานในสมัยโบราณ โดยเฉพาะในเจ้านายและผู้ดีมีตระกูล แต่งกันเพราะความเหมาะสมทางหน้าตาและสินสอด น้อยรายจะเป็นเพราะความสมัครใจรักใคร่กันจริง เพราะฉะนั้นเมื่อแต่งกันแล้ว ผู้หญิงมีลูกให้สามีได้แล้ว ถือว่าผลิตทายาทให้เขาตามหน้าที่ ครบถ้วน หลังจากนั้นเธอจะไปทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เพราะตัวสามีเองก็ทำอะไรได้ตามใจชอบมาตั้งแต่แรก ผู้ชายก็ไปมีเมียน้อย เมียเก็บ ผู้หญิงก็ไปมีชู้ ถ้าอยากจะมี เพราะเธอยังสาวอยู่มาก สามีก็รู้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ล้ำเส้นให้เขาลำบากใจ เขาก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ออกงานร่วมกันกับภรรยาไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ชู้นั้นบางทีก็ขุนนางด้วยกันนี่เอง ส่วนลูกที่คลอดออกมา มีพี่เลี้ยงเลี้ยงดู พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง จ้างครูมาสอนที่บ้านเมื่อเติบโตก็ส่งเข้าโรงเรียน
สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ทรงแหวกค่านิยมเดิม ๆ ด้วยการเลือกพระสวามีด้วยความสมัครพระทัย อภิเษกสมรสกันด้วยความรัก ต่างองค์ต่างซื่อสัตย์ต่อกัน เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ตเป็นผู้ที่เคร่งในศีลธรรม ไม่เคยสนพระทัยหญิงอื่นเลย ทั้งสองพระองค์ทรงมีครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นมาก พระราชินีนาถจึงทรงกำหนดระเบียบในราชสำนักเสียใหม่ ให้เลิกเหลวเละกันเสียที ข้าราชสำนักต้องแต่งงาน ไม่ใช่เป็นเพลย์บอย มีเมียเก็บไปวัน ๆ และห้ามมีเรื่องชู้สาว มิฉะนั้นจะต้องถูกปลดออกจากหน้าที่ ผลก็คือราชสำนักของพระราชินีนาถวิกตอเรียได้ชื่อว่ามีระเบียบเรียบร้อยและเคร่งครัด เรื่องนางเล็ก ๆของขุนนางถ้ามีก็ต้องแอบ ๆ กันมิดชิด ห้ามเปิดเผยอย่างสมัยก่อน
แต่พอสิ้นรัชสมัยพระราชินีนาถ พระราชโอรสคือสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษ ก็ทรงกลับไปดำเนินรอยตามแบบเดิม ๆ รอยเดียวกับพระเจ้าชาร์ลส์ เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์อภิเษกกับเจ้าหญิงแคทเธอรีนแห่งโปรตุเกศ ทรงกำหนดตำแหน่ง Lady of the Bedchamber ให้พระสนมเป็นเกียรติยศ ฟังชื่อตำแหน่งเหมือนกับมีหน้าที่ถวายงานรับใช้ ดูแลห้องบรรทมของพระราชินี ความจริงไม่ใช้ ไม่มีหน้าที่รับใช้ใคร เป็นตำแหน่งในฐานะข้าราชสำนักฝ่ายหญิงที่สูงศักดิ์ สำหรับได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างสง่าผ่าเผย
พระราชินีทรงคัดค้าน แต่ไม่สำเร็จ อำนาจของเลดี้คาสเซิลเมนแผ่กว้างอยู่เต็มราชสำนัก ในฐานะคนโปรดของพระราชา หล่อนได้ครองตำแหน่ง Lady of the Bedchamber อย่างเต็มภาคภูมิเพื่อมาร่วมงานพระราชพิธีทุกครั้ง และครองอยู่ยาวนานจนถึงปลายรัชสมัย จนมีกฎหมายออกมา ห้ามผู้นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิครับราชการในตำแหน่งใด ๆ บาร์บาราผู้เป็นโรมันคาทอลิคจึงหลุดจากตำแหน่งไป ในยุคเฟื่องฟู เมื่อต้นรัชกาล บาร์บาราทำอะไรได้ตามใจชอบทุกอย่าง ไม่ว่าออกงานไหนก็แต่งตัวหรูหราอลังการตามแฟชั่นในยุคนั้น ประดับเพชรพลอยแพงลิบ จงใจข่มพระราชินีให้อับรัศมีลงไป ถ้าคราวใดชาร์ลส์ไม่กำนัลเพชรนิลจินดาให้ หล่อนก็ตรงไปที่ร้านเพชร เลือกเอาตามใจชอบแล้วให้พ่อค้าส่งใบเสร็จมาเก็บเงินที่พระราชา พระเจ้าชาร์ลส์ผู้ตามใจพระสนมคนนี้เสมอ ก็ทรงจ่ายพระราชทรัพย์ให้ไม่เคยปริปากบ่น นอกจากจะผลาญพระราชทรัพย์อย่างสนุกมือแล้ว เลดี้คาสเซิลเมนยังทำแสบสันต์ในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น เล่นการพนันหมดเงินทองไปทีละมาก ๆ และรับสินบนใต้โต๊ะเพื่อวิ่งเต้นให้ใครต่อใครได้ตำแหน่งดี ๆ ใครอยากไปเป็นทูตประจำประเทศนั้นประเทศนี้ก็ต้องเอาเงินทองของกำนัลมาประเคนให้หล่อน เพราะหล่อนเป็นคนเดียวที่กราบทูลพระราชาได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของราชการ ปรปักษ์สำคัญของเลดี้คาสเซิลเมนคือเอ็ดเวิร์ด ไฮด์ เอิร์ลแห่งคลาเรนดอน ราชเลขาธิการ และเสนาบดีคลัง
ลอร์ดคลาเรนดอนเป็นผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากมากับพระเจ้าชาร์ลส์สมัยระหกระเหินอยู่นอกอังกฤษ จงรักภักดีกับพระราชาเสมอต้นเสมอปลาย เขามีส่วนช่วยในการบริหารราชการที่สำคัญ ๆ เสมอมาด้วยความภักดีต่อชาร์ลส์ และเห็นพระทัยพระราชินี ลอร์ดคลาเรนดอนจึงทนความหยิ่งผยองเอาแต่ใจของเลดี้คาสเซิลเมนไม่ไหว พยายามคานอำนาจหล่อน แต่ก็โค่นหล่อนไม่ลง ตัวเขาเองกลับเป็นฝ่ายหลุดจากเก้าอี้ไปก่อนเพราะเรื่องทางการเมือง เลดี้คาสเซิลเมนคลอดโอรสธิดานอกกฎหมายคนแล้วคนเล่ากับพระราชา เรื่องนี้เพิ่มพูนอำนาจของหล่อนให้ทวีขึ้นในราชสำนัก แม้ว่าเด็ก ๆ ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า แต่ผู้ชายก็ได้เป็นขุนนาง ผู้หญิงก็เป็นเลดี้ พระราชาเองก็ทรงเอาใจใส่ประทานเกียรติยศเงินทองให้ทุกคน หลายปีต่อมา ทรงเลื่อนหล่อนขึ้นเป็นดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์แต่ผู้เดียว (โดยที่โรเจอร์ไม่ได้เป็นดยุค ยังเป็นลอร์ดคาสเซิลเมนอยู่อย่างเดิม) ลูกชายคนโตของหล่อนก็ได้สืบตำแหน่งขุนนางอันทรงเกียรติ แม้ว่าเป็นลูกนอกกฎหมายของพระราชาก็ตาม
บาร์บารามีวิธีการสติแตกและอาละวาด ขู่เข็ญบังคับพระราชาให้ทรงยอมทุกอย่างที่หล่อนเรียกร้อง แม้แต่พระราชินีก็ไม่อาจจะแตะต้องหล่อนได้ แต่สิ่งเดียวที่บาร์บารากุมอำนาจเหนือพระองค์ไม่ได้คือห้ามมีพระสนมอื่น ๆ แต่พระสนมพวกนั้นก็ไม่มีใครทาบรัศมีหล่อนได้สักคน ในเมื่อชาร์ลส์ก็ยังมีพระสนมใหม่ไม่รู้จบ บาร์บาราก็เลยแก้เผ็ดด้วยการมีชู้หลายต่อหลายคน ตั้งแต่หนุ่มธรรมดาไปจนขุนนางใหญ่น้อย ว่ากันว่าลูกคนสุดท้องของหล่อนก็คือลูกชู้ที่ชื่อจอห์น เชอร์ชิลล์ บาร์บาราได้เงินทองของหลวงมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย หล่อนเอาไปปรนเปรอชู้อีกทีหนึ่ง เรื่องนี้พระราชาเองก็ทรงทราบ แต่ก็ยังจัดการกับหล่อนไม่ได้จนแล้วจนรอด อำนาจของบาร์บาราเริ่มเสื่อมลงพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น ความงามชักโรยรา พระสนมสาวสวยคนใหม่ ๆ เข้ามาเป็นคู่แข่ง เช่น มอล เดวิส และเนล กวินน์ นางละครสาวสวยทั้งคู่ ต่อมาคู่แข่งคนสำคัญ คือนางพระกำนัลของพระราชินีเฮนเรียตตา พระน้องนางของชาร์ลส์ เป็นสาวผู้ดีชาวฝรั่งเศสชื่อหลุยส์ เดอ คารูอาล ก็เข้ามาชิงตำแหน่งพระสนมคนโปรดในราชสำนักไปจนได้
หลังจากครองอำนาจมาร่วม 10 ปี บาร์บาราก็ตกกระป๋อง พระราชาทรงเบื่อหน่ายในตัวหล่อน แต่ก็ทรงทำให้หล่อนพ้นตำแหน่งไปด้วยดี ด้วยการประทานบรรดาศักดิ์ดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์ให้ และมีเบี้ยหวัดประจำปีให้อย่างงาม รายละเอียดในบั้นปลายชีวิตจางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ รู้แต่ว่าหล่อนหอบลูกคนรอง ๆ ถึงคนเล็ก รวมแล้วสี่คนไปพำนักอยู่ในปารีส แต่จะอยู่นานแค่ไหนไม่ทราบ พระเจ้าชาร์ลส์สวรรคตในปี ค.ศ. 1685 โรเจอร์ตายในปี ค.ศ. 1708 พอสามีตายพันธะที่ผูกพันตามกฎหมายก็หมดไป บาร์บาราแต่งงานใหม่ ในวัย 65 แต่ยื่นคำร้องให้เป็นโมฆะ เพราะจับได้ว่าเจ้าบ่าวมีเมียแล้วยังไม่ได้หย่ากัน อีกไม่นาน หล่อนถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1709 ด้วยโรคท้องมาน (Edema or oedema, formerly known as dropsy) เมื่ออายุ 69 ปี
อ่านเพิ่มเติม...พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ
พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ (อังกฤษ: Charles II of England; 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1630 – 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษ สกอตแลนด์ และ ไอร์แลนด์ หลังจากการฟื้นฟูราชวงศ์อังกฤษ ในปี ค.ศ. 1660 จนกระทั่งการเสด็จสวรรคตของพระองค์ในปี ค.ศ. 1685
พระเจ้าชาลส์ที่ 2 พระราชสมภพเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1630 ที่พระราชวังเซนต์เจมส์ในกรุงลอนดอน เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษและสมเด็จพระราชินีอ็องเรียต มารี ได้อภิเษกสมรสกับพระนางกาตารีนา และครองสกอตแลนด์ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1649 ถึงวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1651 และ อังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685 พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685 ที่พระราชวังไวท์ฮอลในกรุงลอนดอน
พระเจ้าชาลส์ที่ 2 เป็นพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายหลังจากพระราชบิดาพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ถูกประหารชีวิตที่พระราชวังไวต์ฮอลเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1649 แต่รัฐสภาอังกฤษมิได้ประกาศแต่งตั้งให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์และผ่านบัญญัติว่าเป็นการดำรงตำแหน่งของพระองค์เป็นการผิดกฎหมาย จึงเกิดช่วงว่างระหว่างรัชกาลในอังกฤษ แต่ทางรัฐสภาสกอตแลนด์ประกาศให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ของชาวสกอตเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1649 ที่เอดินบะระ และรับพิธีราชาภิเษกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1651 หลังจากที่พ่ายแพ้ยุทธการวูสเตอร์เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1651 พระเจ้าชาลส์ที่ 2 ก็เสด็จหนีไปยุโรปภาคพื้นทวีปและไปประทับลี้ภัยเป็นเวลา 9 ปีในประเทศฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ของสเปน
หลังจากที่รัฐบาลสาธารณรัฐภายใต้การนำของริชาร์ด ครอมเวลล์ล่มในปี ค.ศ. 1659 นายพลจอร์จ มองค์ก็อัญเชิญชาลส์ให้กลับมาเป็นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษในสมัยที่เรียกกันว่า “การฟื้นฟูราชวงศ์อังกฤษ” พระเจ้าชาลส์ที่ 2 เสด็จกลับถึงอังกฤษเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 และเสด็จเข้าลอนดอนในวันประสูติครบ 30 พรรษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 และทรงได้รับการราชาภิเศกเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษและ ไอร์แลนด์เมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1660
รัฐสภาภายใต้การนำของพระเจ้าชาลส์ที่ 2 ออกพระราชบัญญัติต่อต้านพิวริตันที่รู้จักกันในชื่อ “ประมวลกฎหมายแคลเรนดัน” (Clarendon code) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหนุนสถานะของคริสตจักรแห่งอังกฤษ แม้ว่าในทางส่วนพระองค์แล้วพระเจ้าชาลส์ที่ 2 จะทรงสนับสนุนนโยบายความมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็ตาม ส่วนปัญหาใหญ่ในด้านการต่างประเทศในต้นรัชสมัยก็คือการสงครามอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1670 พระเจ้าชาลส์ทรงไปทำสัญญาลับกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่ระบุว่าฝรั่งเศสจะช่วยอังกฤษในสงครามอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ครั้งที่สาม และจะถวายเงินบำนาญแก่พระองค์โดยมีข้อแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าชาลส์ต้องสัญญาว่าจะเปลื่ยนจากการนับถือนิกายแองกลิคันไปเป็นการนับถือนิกายโรมันคาทอลิก แต่พระเจ้าชาลส์มิได้ทรงระบุเวลาที่แน่นอนในเรื่องการเปลี่ยนนิกาย แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงพยายามเพิ่มสิทธิและเสรีภาพให้แก่ผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์ต่าง ๆ มากขึ้นโดยการออกพระราชปฏิญญาพระคุณการุญในปี ค.ศ. 1672 แต่รัฐสภาบังคับให้ทรงถอนในปี ค.ศ. 1679
ในปี ค.ศ. 1679 ไททัส โอตส์สร้างข่าวลือเรื่อง “การลอบวางแผนโพพิช” ที่เป็นผลให้เกิดวิกฤตกาลการกีดกัดต่อมา เมื่อเป็นที่ทราบกันว่าดยุกแห่งยอร์กพระอนุชาของพระเจ้าชาลส์ที่ 2 และรัชทายาทผู้ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 2เปลี่ยนไปนับถือโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้บ้านเมืองแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายวิกสนับสนุนการยกเว้นไม่ให้ดยุกแห่งยอร์กขึ้นครองราชย์และฝ่ายทอรีต่อต้านการยกเว้น พระเจ้าชาลส์ที่ 2 ทรงเข้าข้างฝ่ายหลัง หลังจากที่ผู้ก่อการโปรเตสแตนต์วางแผน “การลอบวางแผนไรย์เฮาส์” ที่จะปลงพระองค์เองและดยุกแห่งยอร์กในปี ค.ศ. 1683 ที่ทำให้ผู้นำพรรควิกหลายคนถูกประหารชีวิตหรือถูกเนรเทศ พระเจ้าชาลส์ที่ 2 จึงทรงยุบสภาในปี ค.ศ. 1679 และทรงราชย์โดยไม่มีรัฐสภาจนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685 ก่อนจะเสด็จสวรรคตพระเจ้าชาลส์ที่ 2 ก็ทรงเปลี่ยนไปนับถือโรมันคาทอลิกบนพระแท่นที่ประชวร
พระเจ้าชาลส์ไม่มีพระราชโอรสธิดากับพระนางกาตารีนาแห่งบรากังซา เพราะพระนางทรงเป็นหมัน แต่ทรงยอมรับว่ามีพระราชโอรสธิดานอกสมรส 12 องค์กับพระสนมหลายคน พระเจ้าชาลส์ที่ 2 ทรงเป็นที่รู้จักกันในพระนาม “ราชาเจ้าสำราญ” (Merrie Monarch) ซึ่งหมายถึงการใช้ชีวิตในราชสำนักของพระองค์ที่เต็มไปด้วยความสนุกสำราญซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการที่ถูกเก็บกดมาเป็นเวลานานภายใต้การปกครองของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์และกลุ่มพิวริตัน
อ่านเพิ่มเติม...